ปั๊มไฮดรอลิกเสียงดัง เกิดจากอะไร

ปั๊มไฮดรอลิกเสียงดัง เกิดจากอะไร ?

ปั๊มไฮดรอลิกเสียงดัง เกิดจากอะไร ? เป็นระบบส่งถ่ายพลังงานของของไหล เป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานในรูปของ อัตราการไหล และความดัน เปลี่ยนเป็นพลังงานกล โดยผ่านตัวกระทำ เช่น กระบอกสูบ มอเตอร์ไฮดรอลิก ในอุตสาหกรรม และงานก่อสร้างต่าง ๆ แต่หากใช้ไปสักพักและเกิดอาการของปั๊มไฮดรอลิกมีเสียง มาลองเช็คกันดูค่ะ

สาเหตุหลักที่ทำให้ปั๊มไฮดรอลิกมีเสียงดัง แบ่งออกได้เป็น 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ

สาเหตุที่เกิดจากอุปกรณ์ไฮดรอลิก

  • กรองขาดูด หรือท่อทางด้านดูด และไส้กรอง เกิดการอุดตัน เนื่องจากมีสิ่งสกปรก หรือสารแขวนลอยมาก
  • มีอากาศรั่ว เข้าทางด้านดูดของปั๊มไฮดรอลิก มีอากาศรั่วเข้าบริเวณข้อต่อ และช่องว่างระหว่าง เพลาปั๊มกับซีล
  • ยอยด์ต่อไม่ได้ศูนย์กลาง
  • รอบหมุนของปั๊ม สูงเกินไป
  • กรองด้านขาดูด มีขนาดไม่เหมาะสม

สาเหตุที่เกิดจากสารหล่อลื่น

  • มีความหนืดของน้ำมัน ที่สูงหรือต่ำเกินไป ไม่ตรงกับคำแนะนำในคู่มือการใช้งาน
  • ระดับน้ำมัน สูงหรือต่ำเกินไป ไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติตามที่กำหนดในคู่มือของเครื่องจักร
  • อุณหภูมิของน้ำมัน สูงจนผิดปกติ
  • มีน้ำรั่ว เข้าไปในระบบผสมกับน้ำมัน ทำให้น้ำมันเสื่อมคุณภาพ
  • เกิดฟองอากาศ ในน้ำมัน ถ้าเกิดฟองอากาศมาก จะส่งผลให้ ความดันในระบบไม่คงที่

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าเกี่ยวกับระบบไฮดรอลิก ไม่ว่าจะเป็น กระบอกสูบไฮดรอลิก วาล์วไฮดรอลิก และปั๊มไฮดรอลิก Thai-A เราเป็นโรงงานผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบไฮดรอลิกมายาวนานกว่า 50 ปี เรายินดีรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิกตามสั่ง

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

โทร : 02-026-3854

E-mail : webmaster@teacgroup.com

Facebook : thaiagency

Line ID : @thaiagency

Read More
การทำงานของเครื่องขุดร่องลึกไฮดรอลิก

การทำงานของไฮดรอลิกในเครื่องขุดร่องลึก ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง

การทำงานของไฮดรอลิกในเครื่องขุดร่องลึก ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง Trencher เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ขุดสนาม เนื่องจากสามารถเจาะพื้นและทำลายหินและดิน เพื่อให้เกิดร่องลึกในบริเวณที่ต้องการ ซึ่งความลึกของร่องนั้นก็จะแตกต่างกันไปตามรุ่นของเครื่องขุด ตั้งแต่รุ่นเล็กๆ ที่ใช้ขุดสนามเพลาะในสวน ไปจนถึงรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการขุดร่องลึกในอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถขุดรูขนาดใหญ่ได้ นิยมใช้สำหรับงานวางท่อ วางสายเคเบิล หรือเพื่อวัตถุประสงค์ในการระบายน้ำ เป็นต้น

การทำงานของไฮดรอลิกในเครื่องขุดร่องลึก ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง
ขอบคุณรูปภาพจาก iStockphoto

เครื่องขุดร่องลึกมีด้วยกันหลายประเภท ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่น เครื่องขุดร่องลึกแบบโซ่ ซึ่งใช้ในการขุดพื้นแข็ง เครื่องขุดร่องลึกแบบมีล้อ เพื่อสร้างร่องลึกสำหรับถนนและทางเท้า เครื่องขุดขนาดเล็ก ใช้เพื่อสร้างร่องลึกแคบในเขตเมือง และเครื่องขุดร่องลึกแบบพกพา เพื่อติดตั้งขอบแนวชลประทาน

สมัยก่อน การขุดร่องลึกเป็นหนึ่งในงานที่ซับซ้อนและอันตรายที่สุด แต่เมื่อมีการพัฒนาของเครื่องขุดร่องลึก หรือ Trencher กระบวนการก่อสร้างจึงทำได้เร็วและง่ายขึ้นมาก ซึ่ง Trencher นี้ช่วยลดความเสี่ยงของไซต์งาน ลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพในการก่อสร้าง และความแม่นยำ ซึ่งเป็นข้อดีของเครื่องขุดร่องลึก โดยเครื่องขุดนี้สามารถขุดดินด้วยการเคลื่อนไหลอย่างต่อเนื่อง ความกว้างและความลึกรูที่ต้องการขุดสามารถปรับขนาดได้ตามอุปกรณ์ยึดร่องสลักที่เลือก ซึ่งในบทความนี้แอดมินจะมาอธิบายถึงหลักการทำงานพื้นฐานของเครื่องขุดร่องลึกโซ่ ซึ่งมีการนำเอาระบบไฮดรอลิกมาใช้ในเครื่องจักรกลนี้ด้วย

ส่วนประกอบหลักของเครื่องขุดร่องลึกโซ่นี้ คือโซ่ขุด (digging chain), บูมขุด (digging boom), สว่าน (auger with slinger), บูมครัมเปอร์ (crumber boom), ชูครัมเปอร์ (crumber shoe), สลักล็อค (side shift locking pin), มอเตอร์ไฮดรอลิก, ตัวปรับความตึงของโซ่ (chain tension adjustment) ฯลฯ การออกแบบเครื่องขุดร่องลึกโซ่ได้รวมดอกสว่านเพื่อป้องกันไม่ให้ดินที่ขุดกลับเข้าไปในร่องลึก ดินนี้จะถูกยกขึ้นโดยใช้สายพานลำเลียงเพื่อขนส่งไปยังรถพ่วง ในขณะที่ชุดไฮดรอลิกของเครื่องขุด จะประกอบด้วยท่ออ่อน ข้อต่อ และข้อต่อสำหรับถ่ายโอนของเหลวที่มีแรงดันไปยังส่วนประกอบไฮดรอลิกต่าง ๆ

การทำงานของไฮดรอลิก ในเครื่องขุดร่องลึก

ที่จริงแล้วเครื่องขุดร่องลึกที่พ่วงมากับเครื่องจักรก่อสร้าง จะมีระบบไฮดรอลิกเสริมสำหรับเปิดเครื่องขุดร่องลึก การเอียง การยก หรือการลดระดับของร่องลึกทั้งหมดทำได้โดยใช้กลไกไฮดรอลิกที่อยู่ในเครื่องจักรก่อสร้าง ส่วนการสตาร์ทและการหยุดของเครื่องขุดร่องลึกจะถูกควบคุมโดยไฮดรอลิกเสริม นอกจากนี้ระบบควบคุมไฮดรอลิกเสริมยังควบคุมความเร็วของเครื่องขุดร่องลึก โดยปรับการไหลของของไหลผ่านวงจรไฮดรอลิกอีกด้วย

บทสรุป

Trencher เป็นเครื่องขุดร่องลึก มีตั้งแต่ขนาดเล็กที่ใช้ในสวน ไปจนถึงขนาดอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้าง นิยมใช้ในการวางท่อ การวางสายเคเบิล เป็นต้น ในบทความนี้แอดมินพูดถึงเครื่องขุดร่องลึกแบบโซ่ ซึ่งพ่วงมากับเครื่องจักรกลหนักในการก่อสร้าง โดยเครื่องจักรกลหนักที่เป็นตัวหลักนี้จะใช้ระบบไฮดอรลิกหลัก เพื่อควบคุมการลาดเอียง การยก หรือการลดระดับของเครื่องขุดร่องลึก แต่การสตาร์ทหรือดับเครื่องขุดหรือควบคุมความเร็วของเครื่องขุดจะถูกควบคุมด้วยไฮดรอลิกเสริม

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าเกี่ยวกับระบบไฮดรอลิก ไม่ว่าจะเป็น กระบอกสูบไฮดรอลิก วาล์วไฮดรอลิก และปั๊มไฮดรอลิก Thai-A เราเป็นโรงงานผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบไฮดรอลิกมายาวนานกว่า 50 ปี เรายินดีรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิกตามสั่ง

สนใจสอบถามได้ที่

โทร : 02-026-3854

E-mail : webmaster@teacgroup.com

Facebook : thaiagency

Line ID : @thaiagency

Read More
ชุดต้นกำลัง (Power unit) ในระบบไฮดรอลิกสำคัญยังไง

ชุดต้นกำลัง (Power unit) ในระบบไฮดรอลิกสำคัญยังไง

ชุดต้นกำลัง (Power unit) ในระบบไฮดรอลิกสำคัญยังไง ชุดต้นกำลัง (Power unit) มีหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนระบบไฮดรอลิก ให้เป็นไปตามความต้องการ เช่น แรงดันของกระบอกสูบไฮดรอลิก, ความเร็วของกระบอกสูบไฮดรอลิกหรือ ต้องการควบคุมอุปกรณ์ต่อพ่วงชนิดอื่น ๆ โดยชุดต้นกำลังจะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ไฮดรอลิกหลาย ๆ ชนิด ขึ้นอยู่กับการออกแบบ และลักษณะการใช้งานในแต่ละงาน ชุดต้นกำลังสามารถจ่ายแรงดันน้ำมันไฮดรอลิกและปรับปรุงคุณภาพน้ำมันไฮดรอลิกได้ซึ่งทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรก ระบายความร้อน ของน้ำมันที่ไหลกลับมาจากการใช้งาน และไม่ให้เกิดฟองอากาศ

ชุดต้นกำลังแบบมาตรฐาน (Standard Power unit)

เป็นชุดต้นกำลังที่เหมาะใช้กับงานอุตสาหกรรมทั่วไป วงจรไม่ซับซ้อนมีแรงดันใช้งานอยู่ที่ 35 – 200 bar มีอุปกรณ์หลักในการทำงานอย่างเช่น ปั๊มไฮดรอลิก วาล์วควบคุมแรงดัน วาล์วควบคุมทิศทาง วาล์วควบคุมการไหล เป็นต้น

หน้าที่และการทำงานของอุปกรณ์บางส่วนในชุดต้นกำลังแบบมาตรฐาน (Standard Power unit)

  1. ไฮดรอลิกปั๊ม (Hydraulic pump) อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานจากการหมุน ซึ่งขับโดยเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นตัวส่งน้ำมันไฮดรอลิคเข้าสู่วงจรไฮดรอลิค เมื่อใดก็ตามที่เครื่องยนต์หรือมอเตอร์หมุนปั๊มก็จะทำงานไปด้วย
  2. กรองน้ำมันขาดูด (Suction Filter) ทำหน้าที่กรองน้ำมันไฮดรอลิกก่อนเข้าปั้ม โดยมีหน่วยวัดความละเอียด เป็น Mesh มีทั้งแบบที่เป็นตาข่ายเหล็กและสแตนเลส
  3. วาล์วควบคุมความดัน (Relief Valve) ทำหน้าที่ควบคุมและจำกัดแรงดันในระบบให้เป็นไปตามค่าที่ตั้งไว้
  4. วาล์วควบคุมความเร็ว (Flow control valve) ทำหน้าที่ควบคุมความเร็วของกระบอกสูบ หรือ ไฮดรอลิก มอเตอร์ สามารถแบ่งการควบคุมได้ 2 แบบ คือ แบบทางเดียว และ แบบสองทาง
  5. วาล์วกันตก (Pilot Check valve) ทำหน้าที่ Block แรงดันของน้ำมันไว้ที่กระบอกสูบ เพื่อไม่ให้กระบอกสูบ ยุบตัว กรณีที่ต้องการยก Load ค้างตำแหน่งไว้
ชุดต้นกำลังไฮดรอลิก
ชุดต้นกำลัง

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าเกี่ยวกับระบบไฮดรอลิก ไม่ว่าจะเป็น กระบอกสูบไฮดรอลิก วาล์วไฮดรอลิก และปั๊มไฮดรอลิก Thai-A เราเป็นโรงงานผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิกและเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบไฮดรอลิคมายาวนานกว่า 50 ปี

สนใจสอบถามได้ที่

โทร : 02-026-3854

E-mail : webmaster@teacgroup.com

Facebook : thaiagency

Line ID : @thaiagency

บทความที่น่าสนใจ

Read More
ของไหลไฮดรอลิก ติดไฟได้หรือไม่

ของไหลไฮดรอลิกติดไฟได้หรือไม่?

ของไหลไฮดรอลิกติดไฟได้หรือไม่? ในระบบไฮดรอลิก ของเหลวหรือน้ำมันไฮดรอลิกมีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะ SKD ไม่มีของเหลวตัวนี้ ระบบไฮดรอลิกก็ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิจะส่งผลต่อน้ำมันไฮดรอลิกและการทำงานของระบบ แน่นอนว่าถ้าอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ของเหลวจะระเหย และถ้าอุณหภูมิลดต่ำลง ของเหลวก็จะแข็งตัว แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อของเหลวไฮดรอลิกต้องใช้งานที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและสัมผัสกับประกายไฟ ของเหลวจะติดไฟหรือไม่ ในบทความนี้แอดมินได้หาคำตอบมาให้ผู้อ่านแล้วค่ะ

สารบัญ

  • ชนิดของน้ำมันไฮดรอลิก
    • HFAE
    • HFAS
    • HFB
    • HFC
    • HFDR
    • HFDU
  • บทสรุป

การใช้งานในแต่ละประเภทของระบบไฮดรอลิก ที่มีสภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานต้องมีการเลือกใช้น้ำมันไฮดรอลิกให้มีความเหมาะสมกับงาน เพราะผลลัพธ์ของระบบขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมันไฮดรอลิกที่ใช้ด้วยนั่นเองค่ะ

น้ำมันไฮดรอลิกที่ทนไฟส่วนใหญ่จะจำแนกเป็นน้ำมันอิมัลชันและน้ำอิมัลชัน สารละลายพอลิเมอร์น้ำ ซินธิติกส์แอนไฮดรัส ซึ่งของเหลวไฮดรอลิกที่ทนไฟจะมีปริมาณน้ำมากกว่า 35% ตามมาตรฐาน ISO 12922:2012 โดยสามารถแบ่งออกอีกได้ดังนี้ HFAE, HFAS, HFB, HFC, HFDR และ HFDU

ชนิดของน้ำมันไฮดรอลิก

  • HFAE

เป็นน้ำมันในน้ำอิมัลชันที่มีลักษณะคล้ายน้ำนมโปร่งแสง ประกอบด้วยน้ำมากกว่า 80% และทนต่อการเสื่อมสภาพ HFAE เหมาะสำหรับการใช้งานในด้านการสนับสนุนทุ่นระเบิด ไดรฟ์ไฮโดรสแตติก และส่วนต่อขยายสตรัทไฮดรอลิกใต้พื้นดิน เป็นต้น

  • HFAS

เป็นของเหลวในน้ำสังเคราะห์ที่มีลักษณะโปร่งใส ปราศจากน้ำมันแร่และมีปริมาณน้ำมากกว่า 80% เหมาะสำหรับการใช้งานในด้านการสนับสนุนทุ่นระเบิด และเทคโนโลยีโรงหล่อ เป็นต้น

  • HFB

เป็นน้ำในน้ำมันอิมัลชันที่มีน้ำมากกว่า 40% การขุดถ่านหินเป็นการประยุกต์ใช้ HFB ใต้พื้นดิน 650 °C คืออุณหภูมิจุดติดไฟขั้นต่ำที่กำหนดตามมาตรฐาน ISO

  • HFC

HFC เป็นที่รู้จักกันในนามสารละลายไกลคอล (glycol), สารละลายโพลีอัลคิลีนไกลคอลหรือไกลคอลน้ำ เป็นสารละลายพอลิเมอร์น้ำที่มีน้ำมากกว่า 35% มีอุณหภูมิจุดติดไฟที่ 600 °C HFC เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกสาขาที่ไม่ใช้น้ำมันไฮดรอลิก เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก โรงงานถ่านโค้ก โรงหล่อ โรงงานชุบแข็ง เครื่องอัดขึ้นรูป การฉีดขึ้นรูป เป็นต้น

  • HFDR

HFDR ใช้เอสเทอร์กรดฟอสฟอริก มีความหนืดและอุณหภูมิต่ำ จัดเป็นวัสดุการทำงานที่เป็นอันตรายเนื่องจากสามารถก่อเป็นก๊าซพิษในกรณีเกิดไฟไหม้

  • HFDU

HFDU สามารถจัดประเภทได้อีกตามไกลคอลและตามเอสเทอร์ โดย HFDU ที่ใช้ไกลคอล จะมีความหนืด มีลักษณะเฉพาะของอุณหภูมิ มีความเสถียรในการรับแรงเฉือน และสามารถต้านทานต่อการเสื่อมสภาพ เป็นของเหลวที่ละลายน้ำได้ซึ่งมีการป้องกันการสึกหรอที่ดี ในขณะที่ HFDU ที่ใช้เอสเทอร์ มีความสามารถในการละลายสิ่งสกปรกได้ดี

บทสรุป

น้ำมันไฮดรอลิกเป็นของเหลวที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ระบบไฮดรอลิกดำเนินงานได้ตามต้องการ และน้ำมันไฮดรอลิกแต่ละชนิดนั้นมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ซึ่งเหมาะสมกับงานคนละประเภท แต่น้ำมันไฮดรอลิกที่ทนไฟส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นน้ำมันอิมัลชันและน้ำอิมัลชัน ซึ่งของเหลวที่ทนไฟ จะมีปริมาณมากมากกว่า 35% ตามหลัก ISO 12922:2012 น้ำมันไฮดรอลิก HFAE, HFAS, HFB, HFC, HFDR และ HFDU ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือชนิดของของเหลวที่ทนต่อการติดไฟ เนื่องจากมีอุณหภูมิจุดติดไฟที่สูง จึงทำให้สามารถใช้กับงานหรือสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดไฟไหม้แต่อย่างใดค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับความรู้เรื่อง ชนิดของน้ำมันไฮดรอลิก หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะสามารถนำความรู้ในบทความนี้ไปใช้ประโยชน์และต่อยอดได้นะคะ และบทความหน้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร อย่าลืมติดตามตอนต่อไปกันนะคะ

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าเกี่ยวกับระบบไฮดรอลิก ไม่ว่าจะเป็น กระบอกสูบไฮดรอลิก วาล์วไฮดรอลิก และปั๊มไฮดรอลิก Thai-A เราเป็นโรงงานผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบไฮดรอลิกมายาวนานกว่า 50 ปี เรายินดีรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิกตามสั่ง

สนใจสอบถามได้ที่

โทร : 02-026-3854

E-mail : webmaster@teacgroup.com

Facebook : thaiagency

Line ID : @thaiagency

บทความที่น่าสนใจ

Read More
3 ส่วนสำคัญของระบบไฮดรอลิก

3 ส่วนสำคัญของระบบไฮดรอลิก

 3 ส่วนสำคัญของระบบไฮดรอลิก ระบบไฮดรอลิกเป็นระบบที่ใช้งานกันอย่างกว้างขวาง และสิ่งที่ต้องการนำไปใช้ ก็คือ งาน หรือแรง ที่เกิดจากระบบไฮดรอลิก เช่น การเอาแรงจากกระบอกไฮดรอลิกไปกด อัด หรือตัดชิ้นงาน และการขับเคลื่อน โดย 3 ส่วนสำคัญของงานไฮดรอลิกที่ทำให้ระบบใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมี 3 ส่วน ดังนี้

3 ส่วนสำคัญของ ระบบไฮดรอลิก (1)
3 ส่วนสำคัญของ ระบบไฮดรอลิก (1)

1. แหล่งจ่ายพลังงาน

ทำหน้าที่ส่งพลังงานน้ำมันเข้าสู่ระบบ โดยมี มอเตอร์ไฟฟ้า หรือ เครื่องยนต์เป็นตัวขับปั๊มไฮดรอลิกให้หมุน เพื่อที่จะดูดน้ำมันจากถังพักเข้ามาในตัวเสื้อของปั๊ม แล้วส่งออกไปสู่ระบบไฮดรอลิก ซึ่งจะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนี้ ปั๊มไฮดรอลิก, มอเตอร์ไฟฟ้า หรือ เครื่องยนต์ขับ, ถังพักน้ำมัน, ไส้กรองน้ำมัน, ที่ดูระดับน้ำมัน, ฝาเติมน้ำมัน ,ระบบระบายอากาศ และประกับเพลา

2. ระบบควบคุมการทำงาน

เป็นระบบที่ใช้ควบคุมการทำงานของกระบอกไฮดรอลิก หรือ มอเตอร์ไฮดรอลิก ที่ควบคุมทิศทางการไหลของน้ำมันไฮดรอลิก ทำให้กระบอกเคลื่อนที่ เข้า-ออก ได้ เช่น โซลินอยด์วาล์ว ควบคุมความดันของน้ำมันไฮดรอลิกในระบบ เพื่อจำกัดความดัน ให้เป็นไปตามต้องการ ในการใช้งานต่าง ๆ อุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมความดัน ได้แก่ วาล์วปลดความดัน หรือ รีลีฟวาล์ว, วาล์วลดความดัน, วาล์วควบคุมลำดับการทำงาน, วาล์วลัดวงจร แต่ระบบควบคุมการทำงานยังต้องควบคุมปริมาณการไหล ของน้ำมันไฮดรอลิกให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถควบคุมความเร็ว ของอุปกรณ์ทำงานได้ โดยมีอยู่ 2 ชนิดคือ ชนิดปรับช่องทางออก และ ชนิดเปิดออกช่องทางผ่าน

3. อุปกรณ์ทำงาน

ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงพลังงานจาก พลังงานไฮดรอลิกเป็นพลังงานกล เพื่อกระทำต่อภาวะโหลด ส่วนใหญ่อุปกรณ์ทำงานจะมี 2 ประเภทใหญ่ คือ กระบอกสูบ จะส่งถ่ายพลังงานในแนวเชิงเส้น และ มอเตอร์ไฮดรอลิก จะส่งถ่ายพลังงานในแนวรัศมี

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าเกี่ยวกับระบบไฮดรอลิก ไม่ว่าจะเป็น กระบอกสูบไฮดรอลิก วาล์วไฮดรอลิก และปั๊มไฮดรอลิก Thai-A เราเป็นโรงงานผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบไฮดรอลิกมายาวนานกว่า 50 ปี เรายินดีรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิกตามสั่ง

สนใจสอบถามได้ที่

โทร : 02-026-3854

E-mail : webmaster@teacgroup.com

Facebook : thaiagency

Line ID : @thaiagency

Read More
วิธีการเลือกกระบอกสูบไฮดรอลิกสำหรับงานยก

วิธีการเลือกกระบอกสูบไฮดรอลิกสำหรับงานยก

วิธีการเลือกกระบอกสูบไฮดรอลิกสำหรับงานยก การเลือกหาขนาดกระบอกสูบไฮดรอลิกให้เหมาะสมกับงานยกแต่ละประเภทเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการยกของของชิ้นเล็ก ๆ ไปจนถึงการยกของหนัก หากเลือกกระบอกสูบที่เล็กเกินไป คุณจะไม่สามารถยกของนั้นได้และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานได้ อย่างน้อยที่สุดคุณอาจจะต้องกลับไปที่ร้านเพื่อซื้อกระบอกสูบไฮดรอลิกที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นการเลือกกระบอกสูบไฮดรอลิกจึงไม่ควรเป็นเกมการเดา และเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เราจึงควรคิดหาความจุโหลดของกระบอกสูบไฮดรอลิกก่อนที่จะเริ่มงาน การคำนวณอย่างง่ายจะช่วยให้มั่นใจได้ว่ากระบอกสูบไฮดรอลิกของคุณจะสามารถรับมือกับงานที่คุณต้องการจะยกได้ ซึ่งในบทความนี้แอดมินจะมาบอกถึงวิธีการคำนวณขนาดของกระบอกสูบไฮดรอลิกให้เหมาะกับงานยกของผู้อ่านกันค่ะ

สารบัญ
  • วิธีคิดหาขนาดของกระบอกสูบไฮดรอลิก   
  • ขั้นตอนที่ 1: ประเมินน้ำหนักสิ่งของที่คุณจะยก
  • ขั้นตอนที่ 2: หาค่าแรงดันไฮดรอลิก
  • ขั้นตอนที่ 3: หาจำนวนจุดยึด
  • ขั้นตอนที่ 4: คำนึงถึงปัจจัยด้านความปลอดภัยเสมอ

วิธีคิดหาขนาดของกระบอกสูบไฮดรอลิก          

#ขั้นตอนที่ 1: ประเมินน้ำหนักสิ่งของที่คุณจะยก

คุณจำเป็นต้องรู้ถึงน้ำหนักโดยประมาณของสิ่งของที่คุณต้องการจะยก และถ้าสามารถรู้น้ำหนักได้แม่นยำมากเท่าไหร่ ยิ่งดีมากเท่านั้น แต่ถ้าคุณไม่สามารถรู้แน่ชัดได้ และต้องประเมินน้ำหนักคร่าว ๆ แอดมินแนะนำให้คุณตั้งค่าน้ำหนักที่บวกเพิ่มขึ้นไปอีก คิดซะว่าเกินดีกว่าขาดค่ะ เพราะคุณคงไม่อยากให้การยกล้มเหลวแน่นอน ฉะนั้นการพิจารณาว่าของที่ต้องการจะยกมีน้ำหนักเท่าไหร่ จึงมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกใช้กระบอกสูบไฮดรอลิก

#ขั้นตอนที่ 2: รู้ค่าแรงดันไฮดรอลิก

แรงดันไฮดรอลิกจากปั๊มไฮดรอลิกของคุณต้องมีเพียงพอ เพื่อให้มีแรงดันที่เพียงพอต่อการทำงานของกระบอกสูบไฮดรอลิกและสามารถยกน้ำหนักที่ต้องการได้ ขนาดของกระบอกสูบจะเปล่าประโยชน์ไปเลย หากคุณไม่สามารถจ่ายแรงดันที่เพียงพอได้

#ขั้นตอนที่ 3: หาจำนวนจุดยึด

ลิฟต์บางตัวเป็นลิฟต์แบบจุดเดียวธรรมดา แต่บางครั้งอาจไม่สามารถปรับสมดุลน้ำหนักบรรทุกด้วยจุดเดียวได้ ดังนั้นจึงต้องใช้สองจุดขึ้นไป เมื่อคุณทราบจำนวนจุดยึดและน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดที่คุณจะยก คุณสามารถคำนวณหาขนาดกระบอกสูบที่ต้องการได้ โดยการหารน้ำหนักที่ต้องการยกทั้งหมดด้วยจำนวนจุด ตัวอย่างเช่น การบรรทุกน้ำหนัก 100 ตันที่มีจุดยึดหนึ่งจุดจะต้องใช้กระบอกสูบไฮดรอลิกอย่างน้อย 100 ตัน ในขณะที่การบรรทุกแบบเดียวกันที่มีจุดยึด สี่จุดนั้นจะต้องใช้กระบอกสูบไฮดรอลิกขนาด 25 ตัน จำนวน 4 กระบอก

#ขั้นตอนที่ 4: คำนึงถึงปัจจัยด้านความปลอดภัยเสมอ

คุณคงไม่อยากให้กระบอกสูบไฮดรอลิกทำงานเกินขีดจำกัดความจุของกระบอกสูบไฮดรอลิกอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ อย่างน้อยที่สุด คุณควรใช้กระบอกสูบที่มีความจุ 125% ของความจุที่ต้องการ และถ้าเป็นไปได้ คุณควรมีกระบอกสูบ ที่สามารถรับน้ำหนักได้ 1.5 เท่าถึง 2 เท่าของน้ำหนักที่คุณต้องการยก

บทสรุป

การประเมินค่าโดยประมาณของงานที่เราต้องการจะยก ค่าแรงดันของปั๊มไฮดรอลิกที่คุณมีอยู่ในขณะนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อหาค่าขนาดกระบอกสูบไฮดรอลิก และการเลือกขนาดกระบอกสูบไฮดรอลิกให้เหมาะสมกับงานที่เราต้องการจะยกนั้นเป็นสิ่งที่เราจะต้องคำนึง มิฉะนั้นอาจเกิดความเสียหายไม่มากก็น้อยตามมาได้นั่นเองค่ะ ซึ่งเราสามารถหาค่าขนาดกระบอกสูบอย่างง่าย ๆ ตาม 4 ขั้นตอนที่กล่าวมา หรือคุณสามารถสอบถามคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระบอกสูบไฮดรอลิกก่อนซื้อได้ค่ะ

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าเกี่ยวกับระบบไฮดรอลิก ไม่ว่าจะเป็น กระบอกสูบไฮดรอลิก วาล์วไฮดรอลิก และปั๊มไฮดรอลิก Thai-A เราเป็นโรงงานผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบไฮดรอลิกมายาวนานกว่า 50 ปี เรายินดีรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิกตามสั่ง

สนใจสอบถามได้ที่

โทร : 02-026-3854

E-mail : webmaster@teacgroup.com

Facebook : thaiagency

Line ID : @thaiagency

Read More
ตัวกรองน้ำมัน (Filter) มีหน้าที่อย่างไรในระบบไฮดรอลิก

ตัวกรองน้ำมัน (Filter) มีหน้าที่อย่างไรในระบบไฮดรอลิก

ตัวกรองน้ำมัน (Filter) มีหน้าที่อย่างไรในระบบไฮดรอลิก เมื่อน้ำมันสกปรกจะทำให้อุปกรณ์ไฮดรอลิกในระบบทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เกิดจากมีเศษเหล็กหรือสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันติดตามท่อหรือชิ้นส่วนกลไกระบบไฮดรอลิก ทำให้ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพหรือไม่ทำงาน

ตัวกรองน้ำมันไฮดรอลิกจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

กรองน้ำมันขาเข้า (Suction Filter)

ตัวกรองน้ำมันขาเข้าจะติดตั้งอยู่ในตำแหน่งก่อนเข้าปั๊ม ซึ่งจะเป็นตัวป้องกันความเสียหายที่เกิดกับปั๊มจากสิ่งเจือปนที่อาจจะอยู่ในน้ำมันไฮดรอลิก

กรองน้ำมันขากลับ (Return Filter)

ตัวกรองน้ำมันขากลับจะติดตั้งอยู่ที่ทางเดินน้ำมัน ก่อนที่น้ำมันจะกลับเข้าถัง กรองน้ำมันขากลับติดตั้งไว้เพื่อที่จะกรองเอาอนุภาคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานของอุปกรณ์ในระบบ เช่น การแตกหักเสียหายและการสึกหรอของชิ้นส่วนต่าง ๆ ตลอดจนอนุภาคที่เล็ดรอดจากการกรองของกรองตัวอื่นที่ติดตั้งอยู่ในระบบ

ความสำคัญของตัวกรองไฮดรอลิก (Filter)

จากการวิจัยพบว่า 70-90% ของปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบไฮดรอลิกนั้น เกิดจากสิ่งปนเปื้อนในน้ำมันไฮดรอลิก ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่พบจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่าง ๆ ตามมามากมาย เช่น

  • เสียเวลาในกระบวนการผลิต ( System Downtime )
  • คุณภาพของสินค้าลดลง ( Decline in Product Quality)
  • เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม หรือ เปลี่ยนอุปกรณ์ไฮดรอลิค ( Equipment repair and replacement )
  • ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ต่าง ๆ ลดลง ( Loss of Component Efficiency )

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าเกี่ยวกับระบบไฮดรอลิก ไม่ว่าจะเป็น กระบอกสูบไฮดรอลิก วาล์วไฮดรอลิก และปั๊มไฮดรอลิก Thai-A เราเป็นโรงงานผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิกและเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบไฮดรอลิคมายาวนานกว่า 50 ปี

สนใจสอบถามได้ที่

โทร : 02-026-3854

E-mail : webmaster@teacgroup.com

Facebook : thaiagency

Line ID : @thaiagency

Read More
5 ประเภทกับกระบอกสูบไฮดรอลิก

5 ประเภทกับกระบอกสูบไฮดรอลิก

5 ประเภทกับกระบอกสูบไฮดรอลิก กระบอกสูบไฮดรอลิกเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอุตสาหกรรมไฮดรอลิก การทำงานของระบบไฮดรอลิกเกือบทั้งหมดต้องใช้กระบอกสูบไฮดรอลิกในการแปลงพลังงานของไหลให้เป็นพลังงานกล ไม่ว่าจะเป็น รถขุด รถดั๊มพ์ รถตัก รถเกลี่ยดิน เครื่องจักรกลทางการเกษตร อุปกรณ์ออกกำลังกาย เรือ และอื่น ๆ อีก มากมาย ล้วนใช้ระบบไฮดรอลิก ที่มีกระบอกสูบไฮดรอลิกเป็นส่วนสำคัญในการทำงานทั้งสิ้น ซึ่งในบทความนี้ผู้อ่านจะได้รู้ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับกระบอกสูบไฮดรอลิก เช่นชนิด การใช้งาน และข้อจำกัดของกระบอกสูบไฮดรอลิกกันค่ะ

สารบัญ

  • กระบอกสูบเดี่ยว (Single Acting Cylinders)
  • กระบอกสูบคู่ (Double Acting Cylinders)
  • กระบอกสูบไฮดรอลิกแบบ Tie-Rod (Tie-Rod Cylinders)
  • กระบอกสูบไฮดรอลิกแบบเชื่อม (Welded Rod Cylinders)
  • กระบอกสูบไฮดรอลิกแบบยืดไสลด์ (Telescopic Cylinders)
  • บทสรุป

5 ประเภทของกระบอกสูบไฮดรอลิก

  • กระบอกสูบเดี่ยว (Single Acting Cylinders)

ตรงส่วนหัวของกระบอกสูบไฮดรอลิกชนิดนี้จะทำงานในทิศทางเดียว เมื่อของไหลถูกสูบเข้ากระบอกสูบ ก้านลูกสูบจะยืดออก และเมื่อต้องการให้กระบอกสูบหดตัวเข้าไป หรือทำการส่งคืน จำเป็นต้องใช้ string หรือแรงดันจากภายนอก ตัวอย่างของกระบอกสูบไฮดรอลิกแบบทางเดียว คือแม่แรงไฮดรอลิก (hydraulic jack)

  • กระบอกสูบคู่ (Double Acting Cylinders)

ในกระบอกสูบไฮดรอลิกแบบ double-acting ส่วนหัวและส่วนปลายของกระบอกจะมีตัวสำหรับสูบของเหลว พอร์ตเหล่านี้จะควบคุมการไหลของของไหลและมีการเคลื่อนที่ทั้งสองทิศทาง การสูบน้ำมันไฮดรอลิกไปที่ปลายก้านสูบจะดึงก้านลูกสูบกลับ และของเหลวที่สูบไปที่ปลายก้านลูกสูบจะขยายก้านลูกสูบออก

  • กระบอกสูบไฮดรอลิกแบบ Tie-Rod (Tie-Rod Cylinders)

การใช้งานในอุตสาหกรรมและการผลิตส่วนใหญ่ใช้กระบอกสูบแบบแท่ง ข้อดีของกระบอกสูบไฮดรอลิกแบบ Tie-Rod คือง่ายต่อการบำรุงรักษา ง่ายต่อการซ่อมแซมและการประกอบ สำหรับการยึดฝาท้ายของกระบอกสูบก้านผูกนั้นจะใช้แท่งเหล็กเกลียว ฝาท้ายเหล่านี้จะป้องกันการรั่วไหลของของเหลว สามารถใช้ราวแขวนได้ 4 ถึง 20 อันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละอุตสาหกรรม

  • กระบอกสูบไฮดรอลิกแบบเชื่อม (Welded Rod Cylinders)

กระบอกสูบประเภทนี้เชื่อมฝาและส่วนท้ายเข้ากับกระบอกสูบโดยตรง ทำให้ประกอบและถอดประกอบได้ยาก แต่ด้วยความที่กระบอกสูบไฮดรอลิกแบบเชื่อมนั้นมีโครงสร้างที่กะทัดรัด มีความยาวแบริ่งภายใน และรอบการทำงานของกระบอกสูบแบบเชื่อมที่ดี ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานแบบเคลื่อนที่เป็นหลักค่ะ

  • กระบอกสูบไฮดรอลิกแบบยืดไสลด์ (Telescopic Cylinders)

กระบอกสูบไฮดรอลิกแบบยืดสไลด์จะมีท่อมากกว่า 2 ท่อซ้อนกันอยู่ภายใน ท่อที่ซ้อนกันเหล่านี้เรียกว่าขั้น หรือ stage และเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อที่ซ้อนกันแต่ละอันจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ จนถึงปลายกระบอกขั้นสุดท้ายที่มันสามารถยืดสุดได้ โดยกระบอกสูบไฮดรอลิกแบบยืดสไลด์สามารถทำงานได้ทั้งในรูปแบบเดี่ยวหรือแบบคู่ ซึ่งจะดีต่อโรงงานหรืออุตสาหกรรมที่มีพื้นที่จำกัด

บทสรุป

กระบอกสูบไฮดรอลิกเป็นส่วนประกอบขั้นพื้นฐานและสำคัญที่สุดในระบบไฮดรอลิก เนื่องจากกระบอกสูบจะเป็นตัวสูบของไหลไฮดรอลิกเข้ามา และเปลี่ยนพลังงานของไหลให้เป็นพลังงานกล เพื่อใช้ในการเคลื่อนที่หรือยกของหนัก ๆ ในอุตสาหกรรม แต่กระบอกสูบไฮดรอลิกนั้นมีด้วยกันหลัก ๆ อยู่ 5 ประเภท ซึ่งแต่ละชนิดก็มีลักษณะ และเหมาะกับการใช้งาน หรือมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป ดังที่กล่าวไปในบทความข้างต้นค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับความรู้เรื่อง 5 ประเภทของกระบอกสูบไฮดรอลิก หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะสามารถนำความรู้ในบทความนี้ไปใช้ประโยชน์และต่อยอดได้นะคะ และบทความหน้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร อย่าลืมติดตามตอนต่อไปกันนะคะ

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าเกี่ยวกับระบบไฮดรอลิก ไม่ว่าจะเป็น กระบอกสูบไฮดรอลิก วาล์วไฮดรอลิก และปั๊มไฮดรอลิก Thai-A เราเป็นโรงงานผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบไฮดรอลิกมายาวนานกว่า 50 ปี เรายินดีรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิกตามสั่ง

สนใจสอบถามได้ที่

โทร : 02-026-3854

E-mail : webmaster@teacgroup.com

Facebook : thaiagency

Line ID : @thaiagency

Read More
วิธีการวัดหาขนาดกระบอกลมนิวเมติกส์

วิธีการวัดหาขนาดกระบอกลมนิวเมติกส์

วิธีการวัดหาขนาดกระบอกลมนิวเมติกส์ ผู้อ่านเคยติดแหงกกับการวัดค่าบนไดอะแกรมที่บอกถึงวิธีการติดตั้งระบบนิวเมติกส์ไหมคะ? เพราะระบบนิวเมติกส์แต่ละระบบมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ในการใช้งานของแต่ละโรงงาน และหลายปีทีผ่านมานั้น ผู้ผลิตกระบอกลมนิวเมติกส์ ต่างใช้วิธีการและมาตรฐานต่าง ๆ ที่หลากหลาย ทำให้การวัดค่ากระบอกลมนิวเมติกส์ไม่ตรงกันและเกิดความสับสน แต่ในปัจจุบันปัญหาความหลากหลายนี้ก็ลดลงค่ะ เพราะส่วนประกอบนิวเมติกส์สมัยใหม่ทั้งหมดจะถูกวัดค่าด้วยระบบสากลที่ได้รับมาตรฐานนั้นเอง

Series 1321 กระบอกลม กระบอกนิวเมติกส์
Series 1321 กระบอกลม กระบอกนิวเมติกส์

และสำหรับผู้อ่านท่านใดที่ยังสับสนในการอ่านค่าวัดกระบอกลมนิวเมติกส์อยู่หล่ะก็ ในบทความนี้แอดมินจะมาบอกวิธีการวัดหาขนาดกระบอกลมนิวเมติกส์แบบง่าย ๆ กันค่ะ

สารบัญ

  • วิธีการหาขนาดกระบอกลมนิวเมติกส์
  • บทสรุป

วิธีการหาขนาดกระบอกลมนิวเมติกส์

แน่นอนว่าในแต่ละวัตถุประสงค์การใช้งานของกระบอกลมนั้น ย่อมมีความต้องการขนาด และกำลังของกระบอกลมนิวเมติกส์ที่แตกต่างกันออกไป แต่คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่างานแต่ละงานควรใช้ขนาดกระบอกลมนิวเมติกส์เท่าไหร่

แอดมินจะอธิบายง่าย ๆ เลยนะคะ ก็คือผู้อ่านสามารถกำหนดพื้นที่ภายในลูกสูบนิวเมติกส์ได้ง่าย ๆ โดยใช้สูตร F=PA โดยที่ P คือความดัน และ A คือพื้นที่ และค่า F เท่ากับแรงทั้งหมด ดังนั้นเราจึงสามารถแก้สมการหาพื้นที่โดยใช้ A=F/P ได้โดยใช้ตัวเลขทั้ง 2 ตัวที่เรามีอยู่แล้ว เนื่องจากเราต้องรู้อยู่แล้วว่าเราต้องใช้แรงมากแค่ไหนในการทำงานประเภทที่เราสนใจ

และเมื่อรู้พื้นที่ทั้งหมดที่เราต้องการ เราสามารถนำมาคำนวณเส้นผ่านศูนย์กลางของกระบอกลมนิวเมติกส์ได้ โดยส่วนใหญ่ผู้อ่านจะได้ยินวิศวกรพูดถึงพื้นที่ของกระบอกลมนิวเมติกส์ว่าเป็นรู หรือ Bore ของกระบอกลม นี่เป็นการอ้างอิงถึงความจริงที่ว่ากระบอกลมนั้นต้องมีขนาดรูเท่านี้ เพื่อสร้างพื้นที่ (space) นี้

ในการหาขนาดรู ให้ใช้ square root ของพื้นที่แล้วคูณด้วย 1.1284  เพื่อหาเส้นผ่านศูนย์กลาง ฟังดูแล้วเหมือนยุ่งยากใช่ไหมคะ? แต่จริง ๆ แล้วใช้เวลาไม่กี่วินาทีด้วยเครื่องคิดเลขนะคะ แต่ถ้าไม่อยากคิดเลขให้วุ่นวาย ผู้อ่านก็สามารถใช้ตัวช่วย หรือเครื่องคำนวณขนาดวาล์ว (air valve sizing calculator) ที่สามารถหาซื้อได้ไม่ยาก ซึ่งจะบอกค่าแรงดันอากาศ ระยะกระบอกสูบ ระยะชัก และเวลาที่แต่ละจังหวะใช้ด้วย

แต่ในบางครั้ง ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องระบุข้อมูลเหล่านี้ด้วยซ้ำ เพราะโดยทั่วไปแล้วกระบอกลมนิวเมติกส์จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรูเจาะที่เฉพาะเท่านั้น พิจารณา NCQ2 ซึ่งมีขนาดรูเจาะตั้งแต่ 12 มม. ถึง 100 มม. ตามรายละเอียดต่อไปนี้:

  • 12mm
  • 16mm
  • 20mm
  • 25mm
  • 32mm
  • 40mm
  • 50mm
  • 63mm
  • 80mm
  • 100mm
วิธีการวัดหาขนาดกระบอกลมนิวเมติกส์

บทสรุป

ขนาดของกระบอกลมนิวเมติกส์จะแตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ฉะนั้นการคำนวณค่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าความแรง ความดัน และพื้นที่ที่ต้องใช้งาน จึงมีความสำคัญเพื่อกำหนดขนาดของกระบอกลมนิวเมติกส์ที่ถูกต้อง ซึ่งสูตรสมการที่เราใช้ในการหาขนาดของกระบอกลมนิวเมติกส์ก็คือ A=F/P โดย P คือความดัน และ A คือพื้นที่ และค่า F เท่ากับแรงทั้งหมด แล้วนำไปหาขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลาง ซึ่งถ้าผู้อ่านคิดว่ากระบวนการคิดแบบ Manual นี้ใช้เวลานานเกินไป ผู้อ่านสามารถหาเครื่องมือช่วยในการวัดขนาดกระบอกลม ที่สะดวกสบายและสามารถวัดขนาดได้อย่างแม่นยำ ซึ่งตัวช่วยนี้มีชื่อว่า bore sizing calculator โดยที่คุณสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องมีข้อมูลใด ๆ เลยค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเกร็ดความรู้เรื่องวิธีการวัดหาขนาดกระบอกลมนิวเมติกส์ หวังว่าผู้อ่านจะสามารถนำเอาความรู้นี้ไปใช้ประโยชน์ได้นะคะ ครั้งหน้าจะเป็นเรื่องราวนิวเมติกส์แบบไหน อย่าลืมติดตามกันนะคะ

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าเกี่ยวกับระบบนิวเมติกส์ ไม่ว่าจะเป็น กระบอกลมนิวเมติกส์ วาล์วนิวเมติกส์ และปั๊มลมนิวเมติกส์ Thai-A เราเป็นโรงงานผลิตกระบอกลมนิวเมติกส์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบนิวเมติกส์มายาวนานกว่า 50 ปี เรายินดีรับผลิตกระบอกลมนิวเมติกส์ และรับผลิตกระบอกลมนิวเมติกส์ตามสั่ง

สนใจสอบถามได้ที่

โทร : 02-026-3854

E-mail : webmaster@teacgroup.com

Facebook : thaiagency

Line ID : @thaiagency

บทความที่เกี่ยวข้อง :

Read More

เกร็ดความรู้พื้นฐานของ Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก

เกร็ดความรู้พื้นฐานของ Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก อย่างที่ผู้อ่านทราบกันดีว่า Actuator คือส่วนประกอบกระบอกสูบไฮดรอลิกที่แปลงพลังงานของไหลให้เป็นการเคลื่อนไหวในเครื่องจักรกล ซึ่ง Actuator มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนย้ายและควบคุมกลไกหรือระบบการทำงาน

โดยทั่วไป เราสามารถจัดประเภทของ Actuator ได้เป็นสามประเภท: Actuator ไฮดรอลิก Actuator นิวเมติกส์ และ Actuator ไฟฟ้า การจัดหมวดหมู่นี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพลังงานที่แปลงเป็นการเคลื่อนที่เชิงกล ใน Actuator ไฮดรอลิกจะใช้ของไหลไฮดรอลิกที่มีแรงดันหรือน้ำมันไฮดรอลิก ส่วนในตัวกระตุ้นแบบนิวเมติกส์จะใช้ลมอัด และใน Actuator ไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าจะถูกแปลงเป็นการเคลื่อนที่ ตัวอย่างทั่วไปของ Actuator ทั้งสามหมวดหมู่คือ กระบอกสูบไฮดรอลิก แจ็คสกรู Stepper motor และมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น

เกร็ดความรู้พื้นฐานของ ACTUATOR กระบอกสูบไฮดรอลิก

ซึ่งในบทความนี้แอดมินจะมาอธิบายเกี่ยวกับ Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก และความแตกต่างระหว่าง Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก กับ Actuator กระบอกลมนิวเมติกส์กันค่ะ

สารบัญ

Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก

Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก เป็นหมวดหมู่ยอดนิยมที่มีการใช้งานในงานหนัก ๆ และเหมาะสำหรับการก่อสร้างทางทะเล การก่อสร้างนอกชายฝั่ง การขนส่ง และอุตสาหกรรมการทหาร ใน Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก น้ำมันไฮดรอลิก ที่จะถูกใช้และถูกเพิ่มแรงดันสูงสุดเพื่อแปลงพลังงานไฮดรอลิก เป็นแรงทางกลที่มีประสิทธิภาพ ตัว Actuator นี้สามารถสร้างแรงขนาดใหญ่ และ Output ของมันจะเป็นแบบเชิงเส้น แบบหมุน หรือแบบออสซิลเลเตอร์ (oscillatory)

หากพิจารณาถึงข้อเสียของตัว Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก ความกังวลหลักคือการรั่วไหลของน้ำมันไฮดรอลิก ทำให้พื้นที่ทำงานสกปรกและส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ทำงานได้ ส่วนข้อกังวลอื่น ๆ คือการลงทุนเริ่มต้นและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ค่อนข้างสูงค่ะ

ความแตกต่างระหว่าง Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก Vs Actuator กระบอกลมนิวเมติกส์

การทำงานพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับตัวActuator ทั้งแบบไฮดรอลิกและนิวเมติกส์มีความคล้ายคลึงกัน และในบางกรณีก็สามารถใช้แทนกันได้ แต่ถ้าให้พิจารณาถึงความแตกต่างระหว่างตัว Actuator ทั้งสองประเภทนี้ สิ่งสำคัญคือตัวกลางที่ใช้ในการแปลงพลังงานค่ะ น้ำมันไฮดรอลิกเป็นตัวกลางที่ใช้ใน Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก และ Actuator นิวเมติกส์ ลมอัดจะถูกใช้เพื่อแปลงเป็นการเคลื่อนที่เชิงกลค่ะ

ส่วนความแตกต่างที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่

  • ตัวกระตุ้น (Actuator) แบบนิวเมติกส์มีประสิทธิภาพน้อยกว่าระบบไฮดรอลิก
  • Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก สามารถผลิตแรงได้มากกว่านิวเมติกส์ ถึง 25 เท่า
  • สำหรับการใช้งานที่ต้องการแรงดันและความเร็วต่ำกว่า แอดมินแนะนำให้ใช้ตัวกระตุ้นแบบนิวเมติกส์
  • ตัวกระตุ้นแบบนิวเมติกส์สามารถตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยทางกลได้อย่างง่ายดาย
  • ตัวกระตุ้นแบบไฮดรอลิกเหมาะสำหรับงานที่มีกำลังสูง ในขณะที่ตัวกระตุ้นแบบนิวเมติกส์สามารถใช้กับงานที่มีอุณหภูมิสูงได้
  • Actuator ไฮดรอลิกมีความสามารถในการรักษาแรงและแรงบิดให้คงที่ได้ดีกว่า
  • Actuator ไฮดรอลิกให้การเคลื่อนที่เชิงเส้นที่แม่นยำเมื่อเปรียบเทียบกับนิวเมติกส์
  • ตัวกระตุ้นแบบนิวเมติกส์นั้นคุ้มค่าและต้องการการบำรุงรักษาต่ำกว่า
  • หากมีการทำงานซ้ำ ๆ แอดมินแนะนำให้ใช้ตัวกระตุ้นแบบนิวเมติกส์
  • ตัวกระตุ้นแบบนิวเมติกส์สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงกว่าเมื่อเทียบกับตัวกระตุ้นแบบไฮดรอลิก
  • ตัวกระตุ้นแบบนิวเมติกส์เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายมากกว่า
เกร็ดความรู้พื้นฐานของ ACTUATOR กระบอกสูบไฮดรอลิก

บทสรุป

Actuator คือส่วนประกอบกระบอกสูบไฮดรอลิกที่แปลงน้ำมันไฮดรอลิกให้เป็นการเคลื่อนไหวในเครื่องจักรกล ซึ่ง Actuator มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนย้ายและควบคุมกลไกหรือระบบการทำงาน โดยส่วนมากจะนิยมใช้ Actuator ไฮดรอลิกที่ต้องใช้แรงมากหรือเครื่องจักรกลที่มีขนาดใหญ่และหนัก แต่ข้อเสียของ Actuator ไฮดรอลิก คือการรั่วไหลของน้ำมันไฮดรอลิก รวมไปถึงต้นทุนและค่าบำรุงรักษาที่สูงกว่า ตัว Actuator นิวเมติกส์มาก

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับเกร็ดความรู้พื้นฐานของ Actuator กระบอกสูบไฮดรอลิก หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะสามารถนำความรู้ในบทความนี้ไปใช้ประโยชน์และต่อยอดได้นะคะ และบทความหน้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร อย่าลืมติดตามตอนต่อไปกันนะคะ

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าเกี่ยวกับระบบไฮดรอลิก ไม่ว่าจะเป็น กระบอกสูบไฮดรอลิก วาล์วไฮดรอลิก และปั๊มไฮดรอลิก Thai-A เราเป็นโรงงานผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบไฮดรอลิกมายาวนานกว่า 50 ปี เรายินดีรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิก และรับผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิกตามสั่ง

สนใจสอบถามได้ที่

โทร : 02-026-3854

E-mail : webmaster@taecgroup.com

Facebook : thaiagency

Line ID : @thaiagency

Read More